การกำเนิดของกุมารทอง

การกำเนิดของกุมารทอง

เป็นวิบากกรรมของแม่และลูก ที่ได้ทำร่วมกัน ก็คือ เด็กที่ตายตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่  ผู้ที่เป็นอาจารย์วิทยาธรท่านจะไปบอกให้อาจารย์มนุษย์ที่ได้เรียนวิชาไสยเวท ทางด้านสายกุมารทอง, ทางด้านสายรักยมและทางด้านสายลูกกรอก  หลังจากที่เขาผ่าเอาเด็กออกจากท้องแม่แล้วก็จะนำมาประกอบในพิธีกรรม ทางด้านศพของแม่นั้นก็จะนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมด้วย ก็จะเอาไปทำน้ำมันพรายและจะใช้ไขมันบริเวณตรงหน้าท้องนั้นไปเจียว และก็จะสวดมนต์กำกับไว้ด้วย จากนั้นผู้ทำพิธีก็จะใส่สิ่งของต่าง ๆ ลงไปด้วย  เพื่อที่จะได้ผูกมัดร่างคนตายเอาไว้ เพื่อที่จะบังคับแม่และลูกที่มีกรรมประเภทนี้ โดยจะมีการร่วมมือกันระหว่างผู้ที่เป็นอาจารย์วิทยาธรกับผู้ที่เป็นอาจารย์อยู่ในเมืองมนุษย์

และลูกที่อยู่ในท้องแม่นั้นก็จะนำมาทำเป็นลูกกรอกและจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเป็นเด็กที่อยู่ในท้องแบบเดี่ยวๆ เราจะเรียกว่า “ลูกกรอก”  และถ้าเด็กที่อยู่ในท้องแบบเป็นคู่หรือฝาแฝดเราจะเรียกว่า “รักยม”  และหลังจากที่เด็กโตแล้วเราจะเรียกว่า “กุมารทอง” ถ้าเรานำมาเลี้ยงตอนแรกเป็นเด็กที่ยังไม่โตและเรานำมาเลี้ยงต่อจนโตก็จะเป็นกุมารทองนั่นเอง 

ผีกุมารทอง

ผีกุมารทอง

              กรรมที่จะทำให้มาเกิดเป็นผีกุมารทอง เราต้องมาดูกรรมที่ทำไว้แล้วส่งผลให้มาเกิดเป็นกุมารทอง อย่างเช่น บางคนเคยทำแท้งตอนที่เป็นคน แล้วส่งผลให้ชาตินี้เกิดมาเป็นกุมารทอง และตอนที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น ได้เคยทำแท้ง จึงเป็นเหตุให้ตายในท้องหรือที่เรียกว่าตายท้องกลม ก็คือตายพร้อมกันทั้งแม่และลูก และเมื่อตายไปแล้วก็จะกลายมาเป็นผีเด็ก ก็คือ ถ้าตายตอนที่ยังเป็นเด็กก็เป็นผีเด็ก แต่ถ้าตายตอนแก่ก็เป็นผีแก่ ถ้าตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เป็นผีหนุ่มสาว และอีกมีอีกกรรมหนึ่งคือในตอนที่เป็นมนุษย์นั้นชอบเรียนวิชาเกี่ยวกับไสยศาสตร์ แต่ก็เป็นเรื่องของภาพในอดีตของตนในตอนที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ ที่ได้ทำการผ่าท้องเอาเด็กออกมาและนำมาทำตามขั้นตอนพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ จึงทำให้ต้องมาเกิดเป็นกุมารทองในชาติต่อไป  

              เด็กทุกคนไม่สามารถที่จะนำมาทำเป็นกุมารทองหมดทุกคนได้ เด็กนั้นจะต้องมีวิบากกรรมด้วย ก็คือ กรรมจากการทำแท้งจึงต้องมาตายอยู่ในท้อง เมื่อตายแล้วร่างก็จะออกมาเป็นผีเด็ก และเคยเรียนวิชาเกี่ยวกับด้านนี้มาก่อนด้วย จึงจะมีคนที่ได้ร่ำเรียนวิชานี้นำไปประกอบในพิธีกรรมในแบบที่ตนเองเคยทำมาก่อน เสร็จแล้วก็จะเรียกวิญญาณที่ปลุกเสกนั้นนำมาเลี้ยงไว้หรือนำมาใช้งาน โดยจะมีเจ้าของวิชากำกับดูแลและสั่งการด้วยเวทย์มนต์

วิทยาธรหรือผู้ที่เป็นเจ้าของวิชานั้น หมายถึง อดีตของมนุษย์ที่มักชอบเรียนวิชาพวกนี้ เมื่อตายแล้วก็ไปเป็นวิทยาธรในป่าหิมพานต์ และยังจะรักษาวิชาเหล่านี้สืบต่อกันไปและคู่กันไปกับเทคโนโลยี แต่ถ้าใครไม่มีกรรมในด้านนี้ก็จะเรียกมาใช้งานไม่ได้  ลักษณะของกุมารทองนั้นจะมีผมจุก, นุ่งโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อ, ใส่สร้อยสังวาล จะถูกนำมาเลี้ยงโดยผู้ที่มีวิชาอาคมทางด้านไสยศาสตร์ ผู้ที่เรียนวิชานี้จะต้องนำศพคนตายท้องกลม คือ จะต้องตายทั้งแม่ทั้งลูก และมีอยู่ ๒ ประเภท ก็คือ ผู้ที่มีกรรมด้านนี้จะสามารถนำไปทำเป็นกุมารทองได้เลยสำหรับผู้ที่ไม่มีกรรมเกี่ยวกับทางด้านนี้ก็ไม่สามารถนำไปทำกุมารทองได้ ซึ่งถ้าไม่มีกรรมด้านนี้ทั้งแม่และลูกที่ตายไปแล้ว ก็จะไปผุดไปเกิดตามกรรมของตนที่ได้ทำไว้ แต่ถ้าเกิดว่ามีวิบากกรรมนี้ก็จะช่วยดึงดูด ให้ผู้ที่เรียนวิชาประเภทนี้ที่เป็นมนุษย์นำเอาไปใช้งาน โดยจะมีอาจารย์วิทยาธรจะเป็นผู้กำกับและคอยแนะนำว่าทำอย่างนั้นทำอย่างนี้  (มีต่อ…)

เรื่องเล่าผีปอบ

เรื่องเล่าผีปอบ

 

เป็นเรื่องเล่าขานกันมานานแล้วสำหรับเรื่่อง “ผีปอบ” ซึ่งมีสาเหตุหรือต้นตอมาจากผู้ที่เรียนวิชา ไสยศาสตร์ หรือเรียกอีกอย่างว่า “มนต์ดำ” นั่นเอง 

ประวัติความเป็นมาของ“ผีปอบ” เกิดจากคนที่เรียนวิชา ไสยศาสตร์ หรือ มนต์ดำและก็เรียนจนเก่งแล้วสามารถใช้อำนาจจากสิ่งที่เรียนมานั้น เรียกว่าเวทมนตร์หรือคาถาและนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีด้วยวิธีการทำร้ายหรือทำลายล้างชีวิตของผู้อื่น อย่างเช่น การทำเสน่ห์ยาแฝดใส่คนที่รัก การฝังรูปฝังรอย การเสกหนังควายเข้าท้องศัตรู การเสกตะปูเข้าท้องศรัตู หรือใช้เวทมนตร์บังคับวิญญาณหรือภูตผีให้ไปเข้าสิง

ข้อห้ามในวิชาไสยศาสตร์และข้อปฏิบัติ คือ

สำหรับคนที่มีวิชาอาคมในวิชาไสยศาสตร์ซึ่งพระ พุทธเจ้า ทรงเรียกว่า เป็นเดียรฉาน  ห้ามไม่ให้ละเมิด ข้อห้ามและข้อปฏิบัติโดยเด็ดขาด หากผู้เรียนวิชากระทำผิดข้อห้าม ในภาษาอีสานเรียกว่า “คะลำ” ก็จะเกิดโทษหรือเรียกว่า”ผิดครู” โดยจะถูกวิญญาณบรมครูลงโทษ โดยการให้เป็นผีปอบ และอีกสิ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นปอบก็คือ จะเล่นคาถาอาคม อย่างคลั่งไคล้ และจะใช้ความขลังของวิชาและมนต์ดำในการทำร้ายผู้อื่นอย่างไม่กลัวบาปกรรม กระทำความชั่วเรี่อย ๆ  จนมนต์ดำย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองจนกลายเป็นปอบไปในที่สุดค่ะ

 

ประเภทของ ผีปอบ”   แบ่งออกเป็น4 ประเภท           

                                                                                                              

ประเภทที่ 1.  ผีปอบธรรมดาคือ คนที่ผีปอบสิงเข้าไปอยู่ในร่าง คือตนเองเป็นปอบ ถ้าคนนี้ตายไปแล้ว ปอบที่อยู่ในร่างก็จะตายตามไปเช่นกัน
ประเภทที่่ 2.  ผีปอบเชื้อ คือ ถ้าในบ้านของใคร เช่น พ่อแม่เป็นปอบหรือปู่ ย่า ตา ยาย เมื่อพวกท่านตายไปแล้วคนที่เป็นลูกหรือหลานก็จะได้รับการสืบทอดให้กลายเป็นปอบต่อไป หรือเรียกวา กรรมพันธุ์ ไม่ว่าคน คนนั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม หรือจะเรียกว่าเป็นผีปอบต่อเนื่องกันไปเรีื่อย ๆไม่รู้จบสิ้น                                                                                                                                                   ประเภทที่่ 3.  ผีปอบแลกหน้า คือ ผีปอบที่เจ้าเล่ห์ชอบโยนความผิดให้ผู้อื่น ก็คือ ถ้าไปเข้าสิงผู้ใด เมื่อถูกถาม เช่น ถามว่ามีผู้ใดเป็นคนเลี้ยงหรือว่าบังคับ ผีปอบตัวนั้นจะไม่บอกความจริงแต่จะไปใส่ร้ายคนอื่นว่าเป็นคนนั้นคนนี้โดยที่คนถูกกล่าวหาจะไม่รู้เรื่อง อะไรเอย   ประเภทที่่ 4. ผีปอบกักกืก  คำว่า กึก ในภาษาอีสานแปลว่า “ใบ้” คือผีปอบจะไม่ยอมพูดอะไรเวลาที่มีคนถาม จะเงียบจนกว่าญาติจะไปตามหมอผีให้มาขับไล่ ถึงจะยอมบอกว่าตนเป็นปอบของผู้ใดหรือมีใครใช้ให้มาเข้าสิง สำหรับผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิงหรือที่เรียกกันว่า “ปอบเข้า” จะแสดงอาการที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะแสดงกิริยามายาทหรืออาการที่ดุร้ายบางคนจะนอนซึมเหมือนกับป่วยไข้อย่างหนัก บางคนจะมีอาการร้องไห้รำพันไปต่างๆนานา

 ลักษณะอาการของผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิง
        สำหรับผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิงในร่างจะอยากกิน อาหารสุกๆ ดิบๆ อย่างเช่น หมู ตับไก่ ให้ต้มมาให้กิน เวลา กินก็จะกินแบบตะกละมูมมาม และจะกินได้มากจนผิดปกติ เมื่อญาติพี่น้องรู้ว่าคนที่ป่วยนั้นถูกผีปอบเข้าสิง พวกเขาก็จะไปตามหมอผีให้มาขับไล่ วิธีในการไล่ปอบให้ออกจากร่างนั้นมีหลากหลายวิธีตามที่หมอผีได้เรียนมา หมอผีบางคนจะนำเอาพริกแห้ง มาเผาให้รมควันจากนั้นคนป่วยจะสำลักควันจนน้ำตาไหล จากนั้นผีปอบจะออกจากร่าง จากนั้นหมอผีจะถามว่าผีปอบเป็นใครมาจากที่ไหน เมื่อผีปอบรับสารภาพแล้ว จากนั้นหมอผีก็จะปล่อยไป คนที่ป่วยก็จะได้สติและก็จะหายเป็นปกติแต่จะมีนัยน์ตาสีแดงก่ำสาเหตุจากถูกควันพริกเผารมและจะหายไปในทันที แต่สำหรับเจ้าของปอบกลับมีอาการนัยน์ตาสีแดงก่ำด้วยสายเลือดจนจะต้องหลบหน้าผู้คนจะอยู่แต่ในห้องจนไม่กล้าพบหน้าใคร